ประวัติ จิโกโระ คาโนะ ตำนานผู้ก่อตั้งกีฬายูโด ที่โลกกีฬาไม่มีวันลืม

Browse By

ประวัติ จิโกโระ คาโนะ ตำนานผู้ก่อตั้งกีฬายูโด คือเรื่องราวของเด็กตัวเล็กขี้โรคคนหนึ่ง ที่โตมาในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากซามูไรสู่สังคมสมัยใหม่ แต่เขากลับใช้ “ศิลปะการต่อสู้” เป็นเครื่องมือพัฒนาคน ไม่ใช่แค่ใช้ต่อยตี จนกลายเป็นยูโดที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ทั้งในฐานะกีฬา ศิลปะการต่อสู้ และ “วิชาชีวิต” ที่สอนคนให้ล้มให้เป็น ลุกให้ไว ใช้แรงให้น้อยแต่ได้ผลมาก และถ้าโลกยุคนี้มีเว็บรวมกีฬาให้แฟนบอลแฟนสปอร์ตเข้าไปดูข้อมูล วิเคราะห์ และลุ้นในสไตล์ตัวเองแบบที่เราเห็นตามแพลตฟอร์มแนว สมัคร UFABET โลกยุคของจิโกโระ คาโนะก็คือการสร้าง “โคโดคัง” ให้เป็นศูนย์กลางคนรักยูโดจากทั่วประเทศก่อน แล้วค่อยส่งต่อไปทั่วโลก


ใครคือจิโกโระ คาโนะ ในหนึ่งย่อหน้า

ถ้าเล่าแบบรวบรัด จิโกโระ คาโนะ (Jigoro Kano) เกิดเมื่อปี 1860 ในครอบครัวพ่อค้าในญี่ปุ่นสมัยเอโดะตอนปลาย โตมาในยุคที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตก เขาเป็นคนตัวเล็ก ไม่ได้แข็งแรงอะไร แถมเคยโดนเพื่อนแกล้งบ่อย ๆ เลยเริ่มสนใจ “ยูยิตสู” เพื่อป้องกันตัว ก่อนจะค่อย ๆ ผสมเทคนิคจากหลายสำนักเข้ากับแนวคิดด้านการศึกษา สร้างเป็น “ยูโด” และก่อตั้งโคโดคังในปี 1882 จากโดโจเสื่อแค่สิบกว่าผืนในวัดเล็ก ๆ ที่โตเกียว แต่สุดท้ายกลายเป็นศิลปะการต่อสู้ที่แพร่ไปทั่วโลก และถูกบรรจุเป็นกีฬามาตรฐานระดับโอลิมปิกในเวลาต่อมา


วัยเด็กตัวเล็ก ขี้โรค และโดนแกล้งของจิโกโระ คาโนะ

จิโกโระ คาโนะเกิดที่เมืองมิคาเงะ แคว้นเซ็ตสึ (ปัจจุบันคือจังหวัดเฮียวโงะ) ในครอบครัวที่ทำธุรกิจสาเก แต่คุณพ่อไม่ได้สานต่อกิจการ กลับเลือกเป็นเสมียนอาวุโสและทำงานด้านศาสนาแทน ทำให้บรรยากาศในบ้านให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” มากกว่าการค้าขาย

เขาเป็นเด็กตัวเล็ก ผอม และไม่ได้มีภาพลักษณ์แบบนักสู้เลยสักนิด พอย้ายเข้าเรียนในโรงเรียนที่โตเกียว ก็โดนเพื่อนแกล้งอยู่บ่อย ๆ ทั้งเพราะตัวเล็ก ทั้งเพราะเรียนเก่งและพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเอง “เสียเปรียบทางกายภาพ” และเริ่มค้นหาวิธีป้องกันตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งกล้ามเนื้ออย่างเดียว

ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของสิ่งที่จะกลายมาเป็นยูโดในอนาคต – เด็กตัวเล็กคนหนึ่งที่ไม่อยากเป็น “เหยื่อ” ตลอดไป


จากยูยิตสูกระจัดกระจาย สู่แนวคิดใหม่ที่ชื่อว่า “ยูโด”

วัยรุ่นจิโกโระ คาโนะเริ่มออกตามหาครูยูยิตสูในโตเกียวแบบจริงจัง เขาเรียนกับหลายอาจารย์ ทั้งสาย Tenjin Shin’yō-ryū และ Kitō-ryū ซึ่งแต่ละสำนักก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ทั้งการล็อก การรัดคอ การทุ่ม การควบคุมสมดุล ฯลฯ

สไตล์การฝึกยุคนั้นคือ “โดนทุ่มรัว ๆ” มากกว่านั่งท่องท่าช้า ๆ คาโนะเลยผ่านการล้ม การโดนจับ การโดนล็อกมานับไม่ถ้วน จนเริ่มมองเห็นหลักการเบื้องหลังว่า

  • คนตัวเล็กก็เอาชนะคนตัวใหญ่ได้ ถ้าใช้จังหวะและสมดุลให้ดี
  • แรงของคู่ต่อสู้ สามารถกลายเป็นแรงของเราได้ ถ้า “ยอมตาม” ให้ถูกเวลา
  • การฝึกซ้ำ ๆ บนเสื่อคือวิธีแปลง “ความเข้าใจในหัว” ให้กลายเป็น “ท่าที่ออกเองอัตโนมัติ”

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นข้อจำกัดของยูยิตสูแบบดั้งเดิม ที่บางส่วนยังเน้นอันตรายเกินไป ใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง หรือไม่เหมาะกับการสอนเด็กและคนทั่วไป

เขาเลยเริ่มคิดว่า

“ถ้าเราเอาเทคนิคที่ดีจริง ๆ มาปรับให้ปลอดภัย และใส่แนวคิดด้านการศึกษาเข้าไปด้วย มันจะเป็นของใหม่ที่ใช่กว่านี้ได้ไหม?”

คำตอบของคำถามนั้น ก็คือสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ “ยูโด” นั่นเอง


โคโดคัง: โดโจเล็ก ๆ ที่กลายเป็นศูนย์กลางยูโดของโลก

ปี 1882 คือหมุดหมายสำคัญของประวัติ จิโกโระ คาโนะ ตำนานผู้ก่อตั้งกีฬายูโด เขาเปิดโดโจเล็ก ๆ ชื่อ “โคโดคัง” (Kodokan) ในบริเวณวัดเอโชจิ ที่โตเกียว ด้วยเสื่อเพียง 12 ผืน และนักเรียนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น

แต่สิ่งที่ทำให้โคโดคังต่างจากสำนักต่อสู้ทั่วไปในยุคนั้นคือ

  • เน้นการฝึกแบบ randori (ซ้อมจริงกึ่งอิสระ) ให้ได้ลองใช้เทคนิคในสถานการณ์จริง
  • ใช้ “วิธีคิด” มากพอ ๆ กับการใช้กำลัง
  • เปิดรับนักเรียนจากหลากหลายฐานะ ไม่จำกัดว่าเป็นซามูไรหรือคนชนชั้นสูง

ชื่อ “ยูโด” ที่เขาเลือกใช้ แปลตรงตัวได้ประมาณว่า “วิถีแห่งความอ่อนโยน/ยืดหยุ่น” (柔 = อ่อน/ยืดหยุ่น, 道 = ทาง/วิถี) คือการยอมรับว่าพลังไม่จำเป็นต้องมาจากการชนตรง ๆ เสมอไป แต่เกิดจากการใช้จังหวะ สมดุล และสติ

จากโดโจสิบกว่าผืนในวัดเล็ก ๆ ยูโดของโคโดคังค่อย ๆ ขยายตัว ไปสู่นักเรียน ตำรวจ ทหาร และโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น ก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศ ผ่านลูกศิษย์สายบุกเบิก เช่น มิตสึโยะ มาเอดะ และคนอื่น ๆ ในเวลาต่อมา


สองปรัชญาหลักของคาโนะ: Seiryoku-Zenyo และ Jita-Kyoei

หัวใจของยูโดในแบบจิโกโระ คาโนะ ไม่ได้อยู่ที่ “ท่าไหนโหดสุด” แต่อยู่ที่สองคำนี้

Seiryoku-Zenyo – ใช้พลังให้คุ้มค่าที่สุด

แปลง่าย ๆ คือ “การใช้พลังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

  • ไม่ฝืนใช้แรงมากเกินจำเป็น
  • เลือกจังหวะและทิศทางให้เหมาะที่สุด
  • ใช้เท่าเทียมกันทั้งพลังร่างกาย สมอง และจิตใจ

ถ้าเอามาแปลงเป็นภาษาคนทำงานก็คือ “อย่าฝืนโอทีทุกวันจนพัง แต่ใช้ระบบ แผน และทีมให้คุ้ม”

Jita-Kyoei – ต่างคนต่างเจริญไปด้วยกัน

อีกคำหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กันคือ “จิตะ เคียวเอ” หรือ “การเกื้อกูลกันและกัน”

บนเสื่อ ถ้าไม่มีคู่ซ้อม เราก็ไม่มีวันเก่งขึ้น คู่ซ้อมที่พยายามทุ่มเราให้ล้ม คือคนที่ทำให้เราพัฒนา ในชีวิตจริงก็เหมือนกัน คาโนะเลยมองว่าการฝึกยูโดคือการสร้างมนุษย์ที่รู้จักเคารพคนอื่น และเข้าใจว่าตัวเองเติบโตได้เพราะสังคมรอบตัวด้วย

สองคำนี้ไม่ใช่แค่สโลแกนติดผนังโดโจ แต่คือหลักที่คาโนะใช้ตัดสินใจตลอดชีวิต ทั้งในฐานะครู นักการศึกษา และตัวแทนญี่ปุ่นในเวทีโลก


จิโกโระ คาโนะ ในบทบาท “ครู” และนักปฏิรูปการศึกษา

หนึ่งในมุมสำคัญของประวัติ จิโกโระ คาโนะ ตำนานผู้ก่อตั้งกีฬายูโด คือเขาไม่ได้เป็นแค่ “เซียนยูโด” แต่ยังเป็นนักการศึกษาเต็มตัว หลังจบมหาวิทยาลัยโตเกียว เขารับตำแหน่งอาจารย์และภายหลังเป็นอธิการ/ครูใหญ่ของโรงเรียนสำคัญหลายแห่ง รวมถึง Tokyo Higher Normal School ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยสึคุบะในปัจจุบัน

ช่วงที่เขาทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ คาโนะผลักดันให้ “ยูโดและเคนโด” ถูกบรรจุในหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เด็กญี่ปุ่นได้ฝึกทั้งร่างกาย วินัย และจิตใจ ไม่ใช่แค่ท่องหนังสืออย่างเดียว แนวคิดเรื่อง “การศึกษาคนทั้งคน” ของเขาจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในโดโจ แต่เข้าไปอยู่ในระบบโรงเรียนทั่วประเทศ

พูดง่าย ๆ คือ คาโนะไม่ได้แค่สอนให้คน “ล้มแล้วลุก” บนเสื่อ แต่พยายามสร้างระบบการศึกษาที่ทำให้คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ลุกขึ้นสู้กับโลกสมัยใหม่ได้จริง ๆ


ผู้บุกเบิกเอเชียบนเวทีโอลิมปิก

อีกมุมที่หลายคนอาจไม่รู้คือ จิโกโระ คาโนะไม่ได้อยู่แค่ในโลกยูโด แต่ยังเป็น “คนเอเชียคนแรก” ที่เข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ตั้งแต่ปี 1909

เขาเป็นตัวแทนญี่ปุ่นเดินทางไปงานโอลิมปิกหลายครั้งในยุโรปและอเมริกา ช่วยผลักดันกีฬาในฐานะกิจกรรมที่เชื่อมคนจากต่างชาติ ต่างภาษา ให้มาพบกันด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะในสนามรบ คาโนะยังสนับสนุนอย่างจริงจังให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก (ซึ่งสุดท้ายก็ได้จัดในโตเกียว 1964 หลังเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายสิบปี)

ตรงนี้ทำให้เห็นว่า มุมมองของเขาต่อ “กีฬา” ไปไกลกว่าคำว่าแพ้–ชนะ เพราะเขาเชื่อว่ากีฬาสามารถใช้เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศได้

และแน่นอน ในโลกยุคใหม่ที่แฟนกีฬาไม่ได้แค่ “ดู” แต่ยังวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบสถิติ หรือแม้แต่เพิ่มรสชาติให้การเชียร์ด้วยการลุ้นผลผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่สมัครใช้งานได้ง่ายในสไตล์เดียวกับ ยูฟ่าเบท แนวคิดของคาโนะเรื่อง “กีฬาเชื่อมผู้คน” ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นแบบข้ามยุคสมัย


เส้นทางชีวิตช่วงท้าย และการจากไปกลางท้องทะเล

แม้สุขภาพจะเริ่มถดถอยในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่จิโกโระ คาโนะก็ยังเดินทาง ทำงานด้านการศึกษา และเข้าร่วมประชุมโอลิมปิกอยู่เรื่อย ๆ

ปี 1938 ระหว่างการเดินทางกลับญี่ปุ่นบนเรือ Hikawa Maru หลังเสร็จสิ้นภารกิจในฐานะสมาชิก IOC เขาเสียชีวิตบนเรือด้วยวัยราว 77 ปี ตามบันทึกทางการ ระบุว่าเสียชีวิตจากปอดอักเสบ แม้ภายหลังจะมีตำนาน–ข่าวลือมากมาย แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เขาจากไปในฐานะ “คนของกีฬาและการศึกษา” จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ยูโดไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น ตรงกันข้าม หลังเขาเสียชีวิต ยูโดกลับยิ่งเติบโตหนักกว่าเดิม ทั้งการแพร่หลายไปทั่วโลกและการถูกบรรจุเป็นกีฬาในโอลิมปิกอย่างเป็นทางการ


มรดกที่จับต้องได้: เข็มขัดดำ แต้มดาน และโครงสร้างยูโดสมัยใหม่

หลายอย่างที่เรามองว่า “ปกติ” ในยูโดทุกวันนี้ แท้จริงแล้วเป็นไอเดียของคาโนะ

  • การใช้เข็มขาว–ดำเพื่อแบ่งระดับนักเรียน–นักสอน
  • ระบบ “ดาน” (Dan) ที่แยกระดับความชำนาญ
  • การใช้ kata (ท่ารำ/แบบฝึก) ควบคู่กับ randori (ซ้อมจริง)
  • การให้ความสำคัญกับมารยาท การโค้ง การเคารพคู่ซ้อม

ทั้งหมดนี้ทำให้ยูโดไม่ใช่แค่ “มวยปล้ำแบบญี่ปุ่น” แต่กลายเป็นระบบฝึกที่ชัดเจน สอนง่าย ขยายไปต่างประเทศได้ และอยู่ร่วมกับระบบการศึกษาได้อย่างสวยงาม


อิทธิพลต่อโลกกีฬาและศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่

แม้ชื่อของจิโกโระ คาโนะจะผูกติดกับยูโด แต่ผลกระทบของเขาลามไปไกลกว่านั้น

  • ศิษย์บางส่วนของเขาเดินทางไปต่างประเทศ แพร่กระจายทั้งยูโดและแนวคิดการฝึก
  • ยูโดกลายเป็นพื้นฐานให้เกิดแขนงอื่น ๆ ตามมา เช่น บราซิลเลียนยูยิตสู (BJJ) ที่เน้นเกมภาคพื้นมากขึ้น
  • สโมสรกีฬา มหาวิทยาลัย และโรงเรียนทั่วโลกใช้ยูโดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานักเรียน ทั้งเรื่องร่างกายและเมนทัล

ทุกครั้งที่มีภาพนักยูโดก้มโค้งให้กัน ก่อนและหลังการต่อสู้ ไม่ว่าจะในโอลิมปิกหรือทัวร์นาเมนต์เล็ก ๆ ที่ไหนสักแห่งในโลก นั่นก็คือเงาของจิโกโระ คาโนะที่ยังอยู่บนเสื่อด้วยเสมอ


ถ้าเอาปรัชญาของคาโนะมาใช้ในชีวิตเราจะเป็นยังไง

ลองนึกเล่น ๆ ว่า ถ้าเราใช้ชีวิตแบบ “ยูโดเวอร์ชันชีวิตจริง” ตามแนวคิดของคาโนะ

  • Seiryoku-Zenyo – ใช้พลังให้คุ้ม
    • เลิกทำงานแบบเบิร์นตัวเอง และเริ่มบริหารเวลา–พลังงานให้ดี
    • เลือกต่อสู้เฉพาะเรื่องที่สำคัญจริง ๆ ไม่ใช่ทุกดราม่าบนโซเชียล
  • Jita-Kyoei – โตไปพร้อมกัน
    • มองเพื่อนร่วมงานเป็นคู่ซ้อม ไม่ใช่ศัตรู
    • รู้ว่าความสำเร็จของเราเกิดจากการช่วยกันของหลายคน

แค่สองข้อนี้ ถ้าเริ่มทำได้ทีละนิด ชีวิตประจำวันจะเบาลงมาก เหมือนเรามี “เสื่อยูโดในหัว” เอาไว้ช่วยรับแรงกระแทกของโลก


ไทม์ไลน์ย่อ: ชีวิตและผลงานสำคัญของจิโกโระ คาโนะ

ตารางเล็ก ๆ ด้านล่างนี้ช่วยสรุปภาพรวมชีวิตของเขาแบบรวดเดียวจบ

ปี (โดยประมาณ)เหตุการณ์สำคัญในชีวิตจิโกโระ คาโนะ
1860เกิดที่มิคาเงะ แคว้นเซ็ตสึ ญี่ปุ่นยุคเอโดะปลาย
ช่วงวัยรุ่นย้ายมาโตเกียว เริ่มสนใจยูยิตสู เพราะโดนเพื่อนแกล้ง ตัวเล็ก และอยากป้องกันตัว
1877–1882เรียนที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ควบคู่กับการฝึกยูยิตสูกับอาจารย์หลายสำนัก
1882ก่อตั้งโคโดคังยูโด ในวัดเอโชจิ โตเกียว จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ “ยูโด”
ปลายศตวรรษที่ 19ทำงานด้านการศึกษา เป็นอาจารย์และครูใหญ่ในโรงเรียนสำคัญ ผลักดันให้ยูโดเข้าโรงเรียน
1909เป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC)
1910s–1930sเดินทางไปร่วมงานโอลิมปิกหลายครั้ง ในฐานะตัวแทนญี่ปุ่นและผู้ผลักดันกีฬา
1938เสียชีวิตบนเรือ Hikawa Maru ระหว่างปฏิบัติภารกิจด้านกีฬาและการศึกษา
หลังเสียชีวิตยูโดเติบโตทั่วโลก และถูกบรรจุเป็นกีฬาทางการในโอลิมปิก เริ่มที่โตเกียว 1964

FAQ – คำถามน่ารู้เกี่ยวกับจิโกโระ คาโนะและยูโด

Q: จิโกโระ คาโนะเป็นนักสู้สายโหดไหม?
A: จริง ๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก ไม่ได้ขายความโหด แต่ขาย “ความเข้าใจหลักการ” มากกว่า จุดเด่นของเขาคือเอาความรู้หลายแขนงมารวมกัน ทั้งยูยิตสู ด้านการศึกษา และปรัชญา จนกลายเป็นยูโดที่ทั้งใช้ได้จริงและสอนได้ปลอดภัย

Q: ทำไมถึงต้องเปลี่ยนจากคำว่ายูยิตสู่เป็นยูโด?
A: ยูยิตสูก่อนหน้านั้นมีหลายสาย บางส่วนเน้นการทำร้ายคู่ต่อสู้หนัก ๆ คาโนะอยากสร้างระบบใหม่ที่เน้น “การพัฒนาคน” มากกว่าแค่ชนะ–แพ้ เลยใช้คำว่า “ยูโด” เพื่อสื่อว่า นี่คือ “วิถี” ที่ใช้ในการฝึกตัวเองทั้งกายและใจ

Q: คาโนะอยากให้ยูโดเข้าโอลิมปิกตั้งแต่แรกไหม?
A: เขาเป็นคนทำงานหนักกับ IOC และผลักดันกีฬาในภาพรวม แต่ตัวเขาเองเคยพูดทำนองว่า เป้าหมายหลักของเขาไม่ใช่แค่ดันยูโดเข้าโอลิมปิก แต่คือใช้กีฬาเพื่อสร้างการศึกษาและความเข้าใจระหว่างผู้คนมากกว่า ส่วนการที่ยูโดได้เข้าโอลิมปิกภายหลัง ถือเป็นผลข้างเคียงที่ยอดเยี่ยมของแนวคิดนี้

Q: ถ้าไม่เคยเล่นศิลปะการต่อสู้มาก่อน เรียนยูโดแนวคาโนะได้ไหม?
A: ได้เต็ม ๆ เพราะยูโดถูกออกแบบมาให้สอนคนทั่วไป ไม่ใช่แค่ซามูไรหรือทหาร เริ่มจากการล้ม การทรงตัว เกมเคลื่อนไหว แล้วค่อยต่อยอดไปสู่ท่าทุ่ม–ท่าพื้น ทุกวันนี้มีคลาสยูโดเพื่อสุขภาพ ยูโดสำหรับเด็ก และยูโดสำหรับคนทำงานที่เริ่มเล่นตอนอายุ 30–40 ก็ยังไหว

Q: ปรัชญาของคาโนะใช้กับเรื่องการเงินหรือการลุ้นผลกีฬาสมัยนี้ได้ไหม?
A: ใช้ได้ตรง ๆ เลย Seiryoku-Zenyo คือการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทุ่มเงินหรือเวลาไปกับสิ่งที่ไม่คุ้มค่า ส่วน Jita-Kyoei คือการไม่ทำอะไรที่ทำร้ายคนอื่นหรือทำให้ตัวเองเดือดร้อน ในโลกที่หลายคนชอบเพิ่มสีสันการเชียร์บอลด้วยการลุ้นผลผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เข้าเล่นง่ายระดับเดียวกับการกดเข้า ทางเข้า UFABET ล่าสุด การมีสติและรู้ลิมิตตัวเองแบบยูโดจึงยิ่งสำคัญมาก

Q: ถ้าอยากเริ่มต้นเรียนยูโดเพื่อ “เข้าใจคาโนะ” ต้องทำยังไงก่อน?
A: เริ่มจากหาดโดโจใกล้บ้านที่เน้นพื้นฐานและความปลอดภัย พูดคุยกับครูว่าสนใจยูโดในมุม “การพัฒนาตัวเอง” มากกว่าการแข่ง จากนั้นลองไปฝึกซัก 1–2 เดือน คุณจะเริ่มรู้สึกถึงความต่างของการ “ล้มให้เป็น” ในชีวิตจริง ทั้งเรื่องงาน ความเครียด และความมั่นใจในตัวเอง


ประวัติ จิโกโระ คาโนะ ตำนานผู้ก่อตั้งกีฬายูโด กับแรงบันดาลใจที่ยังอยู่บนเสื่อและในชีวิตเรา

เมื่อมองย้อนกลับไป ประวัติ จิโกโระ คาโนะ ตำนานผู้ก่อตั้งกีฬายูโด ไม่ได้มีแค่ภาพของชายในชุดกิสีขาวบนรูปขาวดำ แต่คือเรื่องของเด็กตัวเล็กขี้โรคที่ไม่อยากเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง จนนำพาตัวเองไปพบยูยิตสู ผสมผสานกับการศึกษาและปรัชญาชีวิต สร้าง “ยูโด” ขึ้นมาเป็นทั้งกีฬา ศิลปะการต่อสู้ และวิถีฝึกมนุษย์ให้ใช้พลังอย่างมีสติ เคารพคนอื่น และเติบโตไปพร้อมกับสังคม

ทุกครั้งที่เรามองเห็นใครสักคนล้มแล้วลุกใหม่ ทั้งบนเสื่อยูโด บนเวทีโอลิมปิก หรือในชีวิตจริงของเราเอง นั่นคือภาพสะท้อนของสิ่งที่คาโนะตั้งใจจะสอนตั้งแต่วันแรกที่เขาปูเสื่อ 12 ผืนในโดโจเล็ก ๆ ที่โตเกียว จนกลายเป็นกระแสโลกในวันนี้

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายเล่นจริง สายดูอย่างเดียว หรือสายวิเคราะห์เกมก่อนลุ้นผลกีฬาในแบบของตัวเอง สิ่งที่คาโนะฝากไว้คือคำเตือนเบา ๆ ว่า “ใช้แรงให้น้อยแต่ให้ได้ผลมาก ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองและคนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน” ถ้าเราพกหลักคิดนี้ไว้ในหัวในวันที่ชีวิตถาโถม ก็เท่ากับว่าเรากำลังให้เกียรติตำนานคนนี้ในแบบของเราเอง โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นไปยืนบนโพเดียมไหนเลย 🥋💙