ประวัติ เรียวโกะ ทานิ คือหนึ่งในเส้นทางชีวิตที่ครบทุกรส ทั้งความเก่งระดับตำนาน ความกดดัน ความผิดหวังแบบ “แพ้เอาตอนชิงเหรียญทอง” ไปจนถึงการกลับมาแก้มือ คว้า 2 ทองโอลิมปิกติด และยังเป็นคุณแม่–นักการเมืองที่คนญี่ปุ่นทั้งประเทศรู้จัก ในโลกยูโด เธอคือ “ราชินียูโดรุ่นไม่เกิน 48 กก.” ส่วนในวัฒนธรรมป๊อป เธอคือ “Yawara-chan” ตัวจริงที่ทำให้คนทั้งประเทศหันมามองยูโดหญิงกันทั้งบ้านทั้งเมือง

ทุกวันนี้แฟนกีฬาไม่ได้ดูแค่ยูโดอย่างเดียว แต่ตามทั้งบอล มวย บาส ไปจนถึงกีฬาอื่น ๆ แล้วหยิบสถิติ ฟอร์ม และข้อมูลต่าง ๆ มาช่วยวิเคราะห์ก่อนเชียร์หรือจะลุ้นผลในแบบของตัวเองบนแพลตฟอร์มสายสปอร์ตสมัยใหม่ คล้าย ๆ กับเวลาเราเข้าไปส่องเมนูและบริการในเว็บอย่าง ยูฟ่าเบท ที่รวมเรื่องกีฬากับความบันเทิงไว้ด้วยกัน แต่ไม่ว่าเทรนด์ยุคไหนจะเปลี่ยนไปยังไง ชื่อของ เรียวโกะ ทานิ ก็ยังถูกยกเป็น “ที่สุดของนักยูโดหญิง” ที่ถูกใช้เป็นตัวอย่างให้เด็กรุ่นใหม่ดูเสมอ
บทความนี้เราเลยจะพาไปไล่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเด็กผู้หญิงตัวจิ๋วที่โดนเรียกว่า Yawara-chan เส้นทางสู่ 5 เหรียญโอลิมปิก 7 แชมป์โลก ช่วงเวลาที่หลายคนคิดว่าเธอโดน “คำสาปโอลิมปิก” ไล่จนเกือบไม่รุ่ง ไปจนถึงบทบาทของเธอในฐานะแม่ ลูกทีมการเมือง และแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลกว่าคุณสามารถเป็นทั้งนักกีฬา ภรรยา แม่ และคนทำงานได้พร้อมกัน
จุดเริ่มต้นของเด็กผู้หญิงตัวเล็กจากฟุกุโอกะ
เรียวโกะ ทานิ (เดิมใช้ชื่อสกุล ทามูระ) เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 1975 ที่เขตฮิงาชิ เมืองฟุกุโอกะ บนเกาะคิวชูของญี่ปุ่น ครอบครัวเป็นคนธรรมดา ไม่ได้ร่ำรวยหรือเป็นตระกูลนักสู้อะไร แต่ญี่ปุ่นยุคนั้นเริ่มมีวัฒนธรรม “ให้เด็กเล่นกีฬา” ควบคู่ไปกับการเรียนหนังสืออย่างจริงจังพอดี
เธอเริ่มจับชุดกิและขึ้นเสื่อยูโดตั้งแต่อายุประมาณ 7–8 ขวบ ด้วยแรงบันดาลใจจากพี่ชายและบรรยากาศรอบตัว พอขึ้นมัธยมต้น ก็เริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่า “ตัวเล็กไม่ได้แปลว่าถูกทุ่มง่าย” เพราะเธอสามารถทุ่มเด็กผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าลงเสื่อได้เรื่อย ๆ ความถึก+ใจสู้แบบนี้แหละ ที่ทำให้โค้ชหลายคนมั่นใจว่าถ้าปั้นดี ๆ เธอจะไปได้ไกลแน่นอน
จุดที่น่าสนใจคือ ถึงเธอจะสูงแค่ประมาณ 146 ซม. แต่กลับใช้ส่วนสูงนี้เป็นข้อได้เปรียบในการเข้าท่าทุ่มและท่าจับล็อกหลายรูปแบบ แถมยังไม่จำเป็นต้อง “ลดน้ำหนักโหด” เหมือนนักยูโดบางคน เพราะเธออยู่ในรุ่นไม่เกิน 48 กก. ได้โดยสบาย ๆ ตั้งแต่ต้นจนปลายอาชีพ
จากแชมป์ฟุกุโอกะสู่การเป็นดาวเด่นระดับชาติ
คนทั่วไปเริ่มจำชื่อ เรียวโกะ ทามูระ ได้จากผลงานในรายการ Fukuoka International Women’s Judo Championships ที่เธอคว้าแชมป์ตั้งแต่วัยรุ่นอายุสิบกว่าปี แล้วต่อด้วยการ “กวาดแชมป์ 13 ปีติด” ในรายการเดียวกัน ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นไป เรียกได้ว่าถ้าใครเห็นชื่อเธอลงแข่งที่ฟุกุโอกะ ก็แทบจะเดาได้เลยว่าแชมป์น่าจะหนีไม่พ้นเธออีกแล้ว
ช่วงปลายยุค 80s – ต้น 90s ญี่ปุ่นเองก็กำลังอยู่ในช่วง “บูมยูโดหญิง” เพราะก่อนหน้านั้นศิลปะการต่อสู้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้ชายมากกว่า แต่การที่มีนักยูโดหญิงอย่าง คาโอริ ยามางุจิ คว้าแชมป์โลกได้ในปี 1984 ทำให้คนเริ่มเชื่อว่า “ผู้หญิงก็เล่นยูโดแบบจริงจังได้เหมือนกัน” และนั่นคือทางเดินที่ เรียวโกะ ทามูระ เลือกเดินต่อแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปอีกหลายระดับ
เส้นทางโอลิมปิก 5 สมัย 5 เหรียญ: จาก “คำสาปเหรียญเงิน” สู่ราชินีรุ่น 48 กก.
ถ้าจะเล่า ประวัติ เรียวโกะ ทานิ แบบให้เห็นความสุดของเธอชัด ๆ ต้องมาดูเส้นทางในโอลิมปิก เพราะเธอคือหนึ่งในนักยูโดไม่กี่คนที่คว้าเหรียญได้ทุกครั้งที่ลงแข่งใน 5 สมัยรวด
สรุปผลงานโอลิมปิกของเธอแบบสั้น ๆ คือ
- เหรียญเงิน บาร์เซโลนา 1992 (อายุแค่ 16)
- เหรียญเงิน แอตแลนตา 1996
- เหรียญทอง ซิดนีย์ 2000
- เหรียญทอง เอเธนส์ 2004
- เหรียญทองแดง ปักกิ่ง 2008
รวมแล้วคือ 5 เหรียญ (2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง) ในรุ่นไม่เกิน 48 กก. ทั้งหมด
บาร์เซโลนา 1992 – เด็ก 16 ที่ขึ้นเวทีใหญ่แล้วเกือบทำได้
โอลิมปิกครั้งแรก เธอลงแข่งในบาร์เซโลนา ปี 1992 ด้วยวัยแค่ 16 ปีเท่านั้น แต่ก็สามารถไล่ชนะนักยูโดชื่อดังหลายคน จนเข้าชิงกับ เซซีล โนวัก จากฝรั่งเศส สุดท้ายแพ้ไปแบบเฉียด ๆ ได้ “แค่” เหรียญเงิน แต่สำหรับเด็ก ม.ปลาย นี่คือการเปิดตัวที่ทั้งโลกจำชื่อเธอได้ทันที
แอตแลนตา 1996 – เหรียญเงินอีกแล้ว และคำว่า “คำสาปโอลิมปิก”
สี่ปีต่อมา ในแอตแลนตา 1996 เธอกลับมาในฐานะตัวเต็งสุด ๆ เพราะช่วงนั้นเธอแทบไม่แพ้ใครเลย แต่ดันไปพลาดท่าแพ้ คเย ซุนฮวี จากเกาหลีเหนือในรอบชิงอีกครั้ง กลายเป็นเหรียญเงินสมัยที่สองติดต่อกัน สื่อญี่ปุ่นถึงขั้นพาดหัวว่า “เธอโดนคำสาปโอลิมปิกหรือเปล่า?” ว่าไปแบบนั้นเลย
ตัวเธอเองยอมรับทีหลังว่า ตอนนั้นแบกความคาดหวังไว้หนักมาก และยังอ่อนประสบการณ์ในเวทีใหญ่มากกว่าที่คิด จนเล่นไม่ออกเท่าที่ควร
ซิดนีย์ 2000 – “อย่างน้อยต้องทอง อย่างมากก็ทอง”
หลังจากแอตแลนตา เธอเดินสายเก็บชัยชนะต่อเนื่องแบบ “แทบไม่แพ้ใครเลย” เป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมาถึงโอลิมปิกซิดนีย์ 2000 ที่เธอตั้งเป้าชัดเจนว่า “อย่างน้อยต้องทอง อย่างมากก็ทอง” (คือไม่มีตัวเลือกอื่นแล้วนั่นแหละ 😂)
ในรอบชิง เธอใช้เวลาแค่ 36 วินาที ทุ่ม Uchi-mata ใส่คู่ชิงชาวรัสเซียอย่าง Lyubov Bruletova ได้อิปป้ง คว้าเหรียญทองโอลิมปิกสมัยแรกแบบสะใจทั้งตัวเองและคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ ถือเป็นจุดที่แฟน ๆ รู้สึกว่า “ในที่สุดก็คว่ำคำสาปเหรียญเงินได้แล้ว”
เอเธนส์ 2004 – การย้ำแชมป์ และการเป็นหญิงคนแรกที่ได้ทองยูโด 2 สมัย
สี่ปีต่อมา ในเอเธนส์ 2004 เธอไม่ได้แค่ป้องกันแชมป์แบบเฉียด ๆ แต่เดินหน้าทำอิปป้งใส่คู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่องจนเข้าชิงกับ Frédérique Jossinet ตัวเก่งจากฝรั่งเศสอีกครั้ง คราวนี้ เรียวโกะ ทานิ คุมเกมไว้แทบทั้งหมด นำตั้งแต่ช่วงต้นและไม่ปล่อยให้เกมหลุดมือเลย จบลงที่เหรียญทองสมัยที่สองติดกัน กลายเป็น “ผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เหรียญทองยูโดโอลิมปิก 2 สมัย” ในรุ่นเดียวกัน
ปักกิ่ง 2008 – ทองที่สามไม่ได้มา แต่หัวใจนักสู้ยังเต็มร้อย
ปักกิ่ง 2008 เธอพยายามล่าเหรียญทองที่สาม แต่เส้นทางครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนเดิม เธอแพ้ Alina Dumitru จากโรมาเนียในรอบก่อนชิงแบบสุดก้ำกึ่ง เพราะดันโดนโทษจากความเฉื่อย (ไม่ออกจังหวะบุกมากพอ) แต่ก็ยังฮึดกลับมาเก็บเหรียญทองแดงได้สำเร็จ ปิดฉากโอลิมปิกด้วยผลงาน 5 เหรียญจาก 5 สมัย ที่แทบไม่มีใครทำได้แบบเธอ
7 แชมป์โลก และสถิติแทบไม่แพ้ใครในรอบ 20 ปี
ถ้าโอลิมปิกคือเวทีที่คนทั้งโลกเห็น ยูโดชิงแชมป์โลกก็คือเวทีที่บอก “ของจริงไหม?” และในเวทีนี้ เรียวโกะ ทานิ ก็โหดไม่แพ้กัน
เธอคว้าแชมป์โลกในรุ่นไม่เกิน 48 กก. รวม 7 สมัย (1993, 1995, 1997, 1999, 2001, 2003, 2007) บวกกับเหรียญทองแดงปี 1991 ก่อนหน้าด้วย รวมทั้งสิ้น 8 เหรียญจากชิงแชมป์โลกเพียงอย่างเดียว
ที่โหดกว่านั้น คือสถิติภาพรวมในอาชีพการแข่งของเธอ
- ตลอดราว 20 ปี แพ้รวมกันเพียง ประมาณ 5 ครั้ง
- มีช่วงยาวตั้งแต่หลังโอลิมปิก 1996 ที่ “ไม่แพ้ใครเลย” ต่อเนื่องกว่า 12 ปี
- ในหลายทัวร์นาเมนต์ เธอชนะด้วยอิปป้งแทบทุกแมตช์ ไม่ปล่อยให้กรรมการต้องมานับคะแนนยาว ๆ เลย
ไม่แปลกที่ต่อมา สหพันธ์ยูโดนานาชาติ (IJF) จะยกย่องให้เธอเป็น “นักยูโดหญิงที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา” หลังประกาศรีไทร์เป็นทางการ
Yawara-chan: เมื่อการ์ตูนดังกับนักยูโดตัวจริงรวมร่างกัน
ยุค 90s ญี่ปุ่นมีมังงะ–อนิเมะยูโดเรื่องดังชื่อ “Yawara!” เล่าเรื่องเด็กสาวตัวเล็กที่ฝึกยูโดเพื่อไปโอลิมปิก พอคนดูทั้งประเทศหันมาเชียร์ เรียวโกะ ทามูระ ในโอลิมปิกบาร์เซโลนา 1992 แล้วเห็นเด็กสาวตัวเล็ก อายุ 16 ปี ทุ่มคู่ต่อสู้ต่างชาติแบบไม่เกรงใจใคร ภาพมันเลยซ้อนทับกับตัวละครในการ์ตูนจนคนญี่ปุ่นตั้งฉายาให้เธอทันทีว่า “Yawara-chan”
จากนั้นชีวิตเธอก็ไม่ได้ดังแค่ในโดโจ แต่ดังระดับ “คนทั้งประเทศรู้จัก”
- ออกโฆษณา TV หลายตัว
- งานแต่งงานถ่ายทอดสด มีคนดูทีวีร่วม 20 ล้านคน
- สื่อเกาะทุกเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ตั้งแต่แต่งงาน ไปจนถึงตอนคลอดลูกคนแรก
ผลข้างเคียงที่ดีมากคือ ยูโดหญิงในญี่ปุ่นบูมขึ้นแบบบ้าคลั่ง เด็กผู้หญิงทั้งประเทศเริ่มสนใจขึ้นเสื่อยูโด เพราะเห็นว่า “ตัวเล็กอย่าง Yawara-chan ยังทุ่มต่างชาติได้ เราก็ต้องลองได้บ้างสิ” ทำให้ญี่ปุ่นสร้างนักยูโดหญิงรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกเพียบ
ยูโดบนเสื่อ vs ภาพลักษณ์คุณแม่–คนดัง–นักการเมือง
อีกหนึ่งมุมที่ทำให้ ประวัติ เรียวโกะ ทานิ มีสีสันมากกว่าตำนานกีฬาทั่วไป คือเรื่องการบาลานซ์บทบาทในชีวิต
ปี 2003 เธอแต่งงานกับ โยชิโมโตะ ทานิ นักเบสบอลอาชีพชื่อดังของญี่ปุ่น จากนั้นเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “ทานิ” และมีลูกสองคนในปี 2005 และ 2009 แต่ที่ทำให้คนญี่ปุ่นทึ่งคือ เธอไม่ได้เลิกเล่นยูโดหลังแต่งงาน–มีลูก ตรงกันข้าม เธอยังกลับมาคว้าแชมป์โลกอีก และยังคว้าเหรียญโอลิมปิกเพิ่มได้ด้วยในฐานะแม่ลูกอ่อน
ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่อุ้มลูกออกจากโรงพยาบาล แล้วอีกไม่นานก็กลับขึ้นเสื่อไปคว้าแชมป์โลก ถูกใช้เป็น “สัญลักษณ์ของบทบาทใหม่ของผู้หญิงญี่ปุ่น” ที่ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างงาน 家–งานบ้าน–งานกีฬา–งานนอกบ้าน แต่สามารถดีลทุกอย่างได้ด้วยการวางแผนและการสนับสนุนจากคนรอบตัว
ในยุคที่แฟนกีฬาเองก็มีหลายบทบาท บางคนเป็นมนุษย์ออฟฟิศ สายฟรีแลนซ์ สายเทรดเดอร์ ตอนเย็นกลายร่างเป็นสายวิเคราะห์บอล/วิเคราะห์กีฬา แล้วค่อยไปเพิ่มสีสันด้วยการลุ้นผลผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด เรื่องของ เรียวโกะ ทานิ เลยยิ่งบอกเราชัดว่า “คนเรามีได้หลายโหมด แต่ต้องรู้ว่าลิมิตตัวเองอยู่ตรงไหน”
สไตล์การเล่น: ตัวเล็กแต่แข็งกว่าที่คิด
ถ้ามองบนเสื่อ เรียวโกะ ทานิ ไม่ได้ชนะเพราะบังเอิญ
จุดเด่นของเธอคือ
- การยืนที่มั่นคงแม้ตัวเล็ก
- ความเร็วในการเข้าท่าทุ่ม โดยเฉพาะ Uchi-mata, Seoi-nage และท่าทุ่มจากการเปลี่ยนทิศทางเร็ว ๆ
- เกมภาคพื้นที่แน่นพอจะกดคู่ต่อสู้ให้หนีไม่ออก
เธอเก่งมากในการอ่านจังหวะของคู่ต่อสู้ว่าอีกฝ่ายเริ่ม “ฝืน” ใช้แรงเมื่อไหร่ แล้วใช้แรงนั้นย้อนกลับมาทุ่มให้ล้มเอง แถมยังควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก แม้จะตามคะแนนก็ไม่หลุดบ่อย ทำให้กลับมาพลิกเกมในช่วงท้ายได้เสมอ
หลายแมตช์จบลงด้วยอิปป้งแบบเนียน ๆ ซึ่งสะท้อนปรัชญา “ใช้แรงให้น้อยแต่ได้ผลมาก” ของยูโดได้แบบ textbook เลย
ผันตัวสู่เส้นทางการเมือง
ปี 2010 หลังผ่านช่วงพีกในวงการยูโด เรียวโกะ ทานิ ตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางใหม่ ด้วยการลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่น (House of Councillors) ในนามพรรคการเมืองสายกลาง–กลางซ้าย และได้รับเลือกตั้งสำเร็จ ทำให้จากตำนานยูโดบนเสื่อ เธอกลายเป็น “นักการเมืองหน้าใหม่” ที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้วตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้าสภา
แม้บทบาททางการเมืองของเธอจะไม่ได้โดดเด่นเท่าช่วงที่อยู่บนเสื่อยูโด แต่สิ่งสำคัญคือการที่เธอพยายามเอาประสบการณ์จากกีฬา–การเป็นแม่–การเป็นคนทำงาน มาใช้ในเวทีสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
- การส่งเสริมกีฬาเยาวชน
- บทบาทผู้หญิงในสังคมและที่ทำงาน
- สมดุลระหว่างครอบครัวกับอาชีพ
เธออยู่ในเส้นทางการเมืองช่วงปี 2010–2016 ก่อนจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง แต่ชื่อของเธอก็ยังถูกเรียกใช้บ่อยในงานกิจกรรมด้านกีฬาและสังคมอยู่เสมอ
ตารางสรุปไทม์ไลน์ชีวิตและความสำเร็จของเรียวโกะ ทานิ
| ปี / ช่วงเวลา | เหตุการณ์สำคัญในชีวิตและอาชีพของเรียวโกะ ทานิ |
|---|---|
| 1975 | เกิดที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น |
| ประถม–มัธยมต้น | เริ่มฝึกยูโด อายุราว 7–8 ขวบ ตัวเล็กแต่เริ่มชนะผู้ชายในระดับท้องถิ่น |
| 1990 เป็นต้นไป | คว้าแชมป์ Fukuoka Women’s Judo Championships ติดต่อกันถึง 13 ปี |
| 1991 | ได้เหรียญทองแดงชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นไม่เกิน 48 กก. |
| 1992 | เหรียญเงินโอลิมปิก บาร์เซโลนา (โอลิมปิกครั้งแรก อายุ 16 ปี) |
| 1993–1999 | คว้าแชมป์โลก 4 สมัย (1993, 1995, 1997, 1999) รุ่นไม่เกิน 48 กก. |
| 1996 | เหรียญเงินโอลิมปิก แอตแลนตา แพ้ในรอบชิงเป็นครั้งที่สอง |
| 2000 | เหรียญทองโอลิมปิก ซิดนีย์ ชนะคู่ต่อสู้ด้วยอิปป้งอย่างรวดเร็ว |
| 2001–2003 | แชมป์โลกเพิ่มอีก 2 สมัย (2001, 2003) รวมเป็น 6 สมัย |
| 2003 | แต่งงานกับโยชิโมโตะ ทานิ นักเบสบอลอาชีพชื่อดัง |
| 2004 | เหรียญทองโอลิมปิก เอเธนส์ กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ทองยูโด 2 สมัย |
| 2005 | มีลูกคนแรก แต่ยังกลับมาแข่งและคว้าแชมป์ระดับนานาชาติได้ |
| 2007 | คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 7 (รวมแล้ว 7 ทอง 1 ทองแดงจากชิงแชมป์โลก) |
| 2008 | เหรียญทองแดงโอลิมปิก ปักกิ่ง รวมเหรียญโอลิมปิกทั้งหมด 5 เหรียญ |
| 2010 | เลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่น เข้าสู่เส้นทางการเมืองเต็มตัว |
| หลัง 2010 | รีไทร์จากยูโดระดับอาชีพ ทำงานการเมืองและกิจกรรมด้านกีฬา–สังคม |
| หลังรีไทร์ | ได้รับการยกย่องจาก IJF ให้เป็นหนึ่งในนักยูโดหญิงที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ |
บทเรียนจากเสื่อยูโดสู่ชีวิตจริง
ถ้าเราตัด “เหรียญ” ออกไปแล้วมองดูเนื้อในของ ประวัติ เรียวโกะ ทานิ จะเห็นบทเรียนชีวิตหลายอย่างมาก
- เธอแพ้ในจุดที่คนคาดหวังที่สุดถึงสองครั้ง (เหรียญเงินโอลิมปิก 1992 และ 1996) แต่ไม่ปล่อยให้คำว่า “คำสาป” มาหยุดเส้นทางตัวเอง
- เธอกลับมาคว้าทอง 2 สมัยติดในซิดนีย์และเอเธนส์ ทำให้โลกเห็นว่า “ความผิดหวังในอดีต” เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีได้เหมือนกัน ถ้าเราเอามันมาใช้ถูกวิธี
- เธอไม่ยอมให้บทบาท “ภรรยา” หรือ “แม่” มาเป็นข้ออ้างของการหยุดทำในสิ่งที่รัก แต่ก็ไม่ทิ้งความรับผิดชอบทั้งสองด้านเหมือนกัน
- เธอใช้ชื่อเสียงที่มาจากกีฬา ไปต่อยอดในเวทีสาธารณะ ผ่านงานการเมืองและกิจกรรมต่าง ๆ
สำหรับแฟนกีฬาอย่างเรา ๆ ที่บางคืนดูบอล บางคืนดูยูโด บางทีก็แอบไปลุ้นผลในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานง่ายระดับกดเปิด สมัคร UFABET แล้วเข้าเมนูได้ทันที เรื่องของ เรียวโกะ ทานิ เลยย้ำชัดมากว่า ไม่ว่าคุณจะเล่นหรือจะเชียร์ สิ่งสำคัญคือ “คุณควบคุมตัวเองได้แค่ไหน”
FAQ – คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ เรียวโกะ ทานิ
Q: ทำไมเรียวโกะ ทานิถึงได้ฉายา Yawara-chan?
A: เพราะยุคนั้นมีมังงะ–อนิเมะเรื่อง “Yawara!” ที่เล่าเรื่องสาวน้อยยูโดตัวเล็ก ฝีมือโหด พอ เรียวโกะ ทามูระ (นามสกุลเดิม) ขึ้นสู่เวทีโอลิมปิกบาร์เซโลนา 1992 ในวัย 16 ปี ตัวเล็กแต่ทุ่มคู่ต่อสู้ต่างชาติได้เรื่อย ๆ คนญี่ปุ่นเลยรู้สึกว่า “นี่มัน Yawara ตัวจริงชัด ๆ” เลยพร้อมใจกันเรียกเธอว่า “Yawara-chan” ตั้งแต่นั้นมา
Q: เธอถือเป็นนักยูโดหญิงที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์จริงไหม?
A: หลายองค์กร รวมถึงสหพันธ์ยูโดนานาชาติ (IJF) เคยยกย่องเธอว่าเป็นหนึ่งในนักยูโดหญิงที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยผลงาน 7 แชมป์โลก 5 เหรียญโอลิมปิก และแพ้เพียงไม่กี่ครั้งในอาชีพกว่า 20 ปี แน่นอนว่า “ใครเก่งที่สุด” ขึ้นกับมุมมอง แต่ถ้าพูดถึง Top 1–3 ชื่อของเธอต้องติดทุกลิสต์แน่นอน
Q: จริงไหมที่เธอเคยโดนมองว่ามี “คำสาปโอลิมปิก”?
A: จริงในแง่ของการเล่าเรื่องของสื่อ หลังจากได้เหรียญเงินทั้งในปี 1992 และ 1996 หลายคนก็แซวกันว่าเธอมี “คำสาปเหรียญเงิน” แต่เจ้าตัวเคยบอกทีหลังว่ามันไม่ใช่คำสาปอะไร แค่ตอนนั้นประสบการณ์และการจัดการความกดดันยังไม่ดีพอ ซึ่งเธอก็พิสูจน์แล้วว่าคำว่า “คำสาป” ถูกทำลายได้ในซิดนีย์ 2000 และเอเธนส์ 2004 ที่คว้าทองทั้งสองครั้ง
Q: ทำไมบางปีแพ้ในรายการคัดตัวญี่ปุ่น แต่ยังได้สิทธิ์ไปโอลิมปิกหรือชิงโลก?
A: เพราะสมาคมยูโดญี่ปุ่น (AJJF) ใช้ทั้ง “ผลงานในรายการคัดตัว” และ “ผลงานระดับนานาชาติ” รวมกันในการเลือกตัวแทน บางปี เรียวโกะ ทานิ แพ้ในรายการคัด แต่มีสถิติและความแข็งแกร่งในเวทีโลกดีกว่าคนอื่น AJJF เลยตัดสินใจเลือกเธอไปแข่ง และผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น – เธอกวาดแชมป์โลกเพิ่มได้อีกหลังจากนั้น
Q: หลังรีไทร์จากยูโด เธอยังเกี่ยวข้องกับวงการกีฬาอยู่ไหม?
A: ยังมีบทบาทอยู่เป็นระยะ ๆ ทั้งในฐานะบุคคลที่ถูกเชิญไปเป็นแขกในงานใหญ่ ๆ ของยูโดและกีฬาอื่น ๆ รวมถึงเป็น “หน้าเป็น” ในกิจกรรมส่งเสริมกีฬาเยาวชน แม้จะไม่ลงแข่งแล้ว แต่ชื่อของ เรียวโกะ ทานิ ยังถูกหยิบมาอ้างอิงเวลาพูดถึงยูโดหญิงแทบทุกครั้ง
Q: แฟนกีฬาจะเอาบทเรียนจากชีวิตของเธอไปใช้ยังไงดี?
A: หลัก ๆ เลยคือ
- แพ้ในเกมสำคัญไม่ได้แปลว่าจบ เส้นทางหลังจากนั้นสำคัญกว่า
- บทบาทในชีวิตมีได้หลายอย่าง แต่ต้องจัดสมดุลให้ดี
- ใช้พลังอย่างมีแผน ไม่ทุ่มทุกอย่างแบบไม่คิด – ทั้งบนเสื่อ ในงาน หรือแม้แต่ตอนเราไปลุ้นผลกีฬาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ตาม
ประวัติ เรียวโกะ ทานิ กับพลังของผู้หญิงตัวเล็กที่ยกทั้งวงการยูโด
เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่ ประวัติ เรียวโกะ ทานิ จะเห็นเส้นทางของผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่ทำสิ่ง “ใหญ่” มาก ๆ ให้กับวงการยูโดและสังคมญี่ปุ่น ตั้งแต่การทำให้ยูโดหญิงเป็นที่ยอมรับ การพิสูจน์ตัวเองบนเวทีโลกด้วย 5 เหรียญโอลิมปิก 7 แชมป์โลก การลุกขึ้นแก้มือหลังแพ้ในรอบชิงสองครั้งติด ไปจนถึงการเป็นคุณแม่และนักการเมืองที่ยังใช้เสียงของตัวเองช่วยขับเคลื่อนสังคม
เรื่องของเธอเตือนเราเบา ๆ ว่า ไม่ว่าคนอื่นจะคาดหวังอะไร จะติดป้ายให้เราว่า “คำสาป” หรือ “ตัวเต็งที่พลาด” กี่ครั้งก็ตาม เรามีสิทธิ์กลับมาเขียนตอนต่อไปของชีวิตตัวเองเสมอ ตราบใดที่เรายังกล้าขึ้นเสื่อ กล้าทุ่มอีกครั้ง และกล้ายิ้มให้กับทุกความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมา
และบางที เวลาชีวิตเล่นท่า Uchi-mata ใส่เราแบบไม่ให้ตั้งตัว การนึกถึง ประวัติ เรียวโกะ ทานิ อาจทำให้เรายิ้มออกแล้วบอกตัวเองได้ว่า “ไม่เป็นไร ล้มได้ แต่ลุกอีกรอบก็ได้เหมือนกัน” 🥋💙