ประวัติ โชเฮ โอโนะ คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ทำให้คำว่า “ยูโดแบบดั้งเดิม” กลับมามีชีวิตอีกครั้งในยุคสมัยที่หลายคนเริ่มเน้นเล่นเอาแต้มมากกว่าหาอิปป้ง เขาเป็นเจ้าของ 2 เหรียญทองโอลิมปิก (ริโอ 2016, โตเกียว 2020) และ 3 แชมป์โลกในรุ่น -73 กก. พร้อมสถิติชนะคู่ต่อสู้ด้วยอิปป้งในอัตราที่สูงจนหลายคนยกให้เป็น “ตัวอย่างของยูโดที่สวย งาม และโหดในเวลาเดียวกัน”

ในฐานะแฟนกีฬา ทุกวันนี้เราไม่ได้แค่ดูยูโดบนจอเฉย ๆ แต่ยังชอบวิเคราะห์สไตล์การจับ การทุ่ม จังหวะเข้า–ออก เหมือนเวลาเราดูบอลแล้วมานั่งเถียงเพื่อนเรื่องแท็กติก ก่อนจะแอบแวะไปเพิ่มความลุ้นในโลกออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มสายสปอร์ตใช้งานง่ายแบบเดียวกับการกดเข้า ทางเข้า UFABET ล่าสุด ที่รวมทั้งตารางแข่งและความบันเทิงไว้ในที่เดียว แต่ไม่ว่าโลกแฟนกีฬาจะหมุนไปเร็วแค่ไหน ชื่อของ โชเฮ โอโนะ ก็ยังถูกพูดถึงในฐานะ “คนที่ยกระดับมาตรฐานความงามของยูโดรุ่นเบา” อยู่ดี
บทความนี้เราจะพาไล่ตั้งแต่เส้นทางชีวิตตั้งแต่เด็ก การแจ้งเกิดในเวทีโลก สไตล์ ippon judo ที่ทำให้เขาเป็นเหมือน “บอสลับ” ของรุ่น -73 กก. ไปจนถึงช่วงปลายอาชีพที่เขาตัดสินใจวางเสื่อแล้วหันไปเป็นโค้ช แต่ยังคงทิ้งเงาไว้ในทุกการทุ่มของจูโดกะรุ่นใหม่ทั่วโลก
จากเมืองเล็กในยามากุจิ สู่การเป็นจูโดกะอันดับต้น ๆ ของโลก
โชเฮ โอโนะ (Shohei Ono / 大野将平) เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1992 จังหวัดยามากุจิ ประเทศญี่ปุ่น โตมาในยุคที่ญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับกีฬาในโรงเรียน โดยเฉพาะ “ยูโด” ที่เป็นเหมือนกีฬาประจำชาติ เขาเริ่มฝึกยูโดตั้งแต่ยังเด็กในโดโจท้องถิ่น และค่อย ๆ โดดเด่นขึ้นทั้งเรื่องเทคนิคและความจริงจังในการซ้อม
ลักษณะสำคัญที่โค้ชหลายคนพูดเหมือนกันคือ
- เขาไม่ได้ตัวใหญ่แบบสายเฮฟวีเวต แต่สมดุลร่างกายดีมาก
- มีความเข้าใจเรื่องจังหวะและมุมของการทุ่มตั้งแต่ยังวัยรุ่น
- เป็นคนหัวแข็งนิด ๆ ในแง่ “ถ้าไม่สวย ไม่เอา” ชอบทุ่มแบบอิปป้งมากกว่ากินแต้มไปเรื่อย ๆ
ความดื้อในแบบของเขากลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญ เพราะทำให้สไตล์ของ โอโนะ ไม่ใช่การเล่นเพื่อ “อยู่รอดบนเสื่อ” แต่เป็นการเล่นเพื่อ “ปิดเกมให้เด็ดขาด”
เส้นทางเยาวชน: แชมป์โลกจูเนียร์และสัญญาณของยุคใหม่
ก่อนจะดังระดับโลก ชื่อของ โชเฮ โอโนะ เริ่มถูกพูดถึงในหมู่คนเล่นยูโดจากผลงานในระดับเยาวชน เขาคว้าเหรียญทองในศึก World Junior Championships ปี 2011 รุ่น -73 กก. ซึ่งถือเป็นการประกาศตัวว่า “เดี๋ยวเจอผมในรุ่นใหญ่แน่ ๆ” เพราะสไตล์การเล่นของเขาในตอนนั้นก็เน้นอิปป้งเป็นหลักอยู่แล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน เขาเริ่มได้รับโอกาสลงแข่งในทัวร์นาเมนต์ระดับ Grand Slam และ Grand Prix เช่น Tokyo Grand Slam และ Paris Grand Slam ซึ่งเป็นเวทีที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะศึกโตเกียวที่เหมือน “หน้าบ้าน” ของวงการยูโดโลก
จุดที่ทำให้หลายคนเริ่มจำชื่อ โอโนะ ได้คือภาพของหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่เดินลงเสื่อแล้วเก็บคู่ต่อสู้ด้วยอิปป้งทีละคน จนโค้ชและแฟนยูโดเริ่มพูดกันว่า
“นี่มันยูโดแบบหนังสือเรียนเดินได้ชัด ๆ”
แชมป์โลก 2013: การแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการในรุ่น -73 กก.
ปี 2013 คือจุดเปลี่ยนใหญ่ของประวัติ โชเฮ โอโนะ เขาลงแข่งชิงแชมป์โลกที่ริโอ เด จาเนโร ในรุ่น -73 กก. และคว้าเหรียญทองได้ตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี โดยเอาชนะคู่ต่อสู้ชื่อดังหลายคน รวมถึง Ugo Legrand จากฝรั่งเศสในรอบชิงด้วยการทุ่มจบแบบสวย ๆ ตามสไตล์ ippon judo ที่เขาถนัด
ความสำคัญของแชมป์โลกสมัยแรกนี้ไม่ใช่แค่ “ได้เหรียญทอง” แต่คือ
- เป็นสัญญาณว่าญี่ปุ่นกลับมายึดครองความเป็นใหญ่ในรุ่น -73 กก. อีกครั้ง
- ทำให้โอโนะถูกจัดอยู่กลุ่ม “ตัวเต็งระดับโลก” ทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์ยังไม่เยอะมาก
- โค้ชทีมชาติเริ่มวางตัวเขาเป็นแกนหลักของโครงการระยะยาว สายโอลิมปิก
จากนั้นชื่อของเขาก็แทบจะยึดพื้นที่ถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีรุ่น -73 กก. แข่ง เพราะแฟนยูโดรู้ว่า “ถ้าแมตช์ของโอโนะขึ้นเมื่อไหร่ ความเสี่ยงที่อีกฝั่งจะโดนอิปป้งมีสูงมาก”
3 แชมป์โลก และการครองยุค 2010s ของยูโดรุ่นเบา
ในระดับชิงแชมป์โลก โชเฮ โอโนะ คว้าเหรียญทองได้ทั้งหมด 3 สมัย ในรุ่น -73 กก. คือปี 2013 (ริโอ), 2015 (อัสตานา) และ 2019 (โตเกียว) โดยแต่ละปีมีเรื่องเล่าเบื้องหลังที่สะท้อนความเป็น “คนดื้อที่ชอบยูโดสวย ๆ” ของเขาอย่างชัดเจน
- 2013 – ริโอ เด จาเนโร
แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ชนะด้วยสไตล์เน้นอิปป้งเป็นหลัก ทำให้คนดูรู้จักชื่อ “ONO Shohei” จากแมตช์ที่เต็มไปด้วยทุ่มสวย ๆ - 2015 – อัสตานา
กลับมาคว้าแชมป์โลกสมัยที่สอง โดยเอาชนะ Riki Nakaya (เพื่อนร่วมชาติและคู่แข่งสำคัญ) ในทัวร์นาเมนต์เดียวกัน สะท้อนถึง “สงครามเย็นในทีมชาติ” ที่ทั้งสองต้องแย่งกันเป็นเบอร์หนึ่งของญี่ปุ่นในรุ่นเดียวกัน - 2019 – โตเกียว
แชมป์โลกสมัยที่สามบนแผ่นดินบ้านเกิด ใน Nippon Budokan ซึ่งเป็นสนามในตำนานของยูโด ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของโอโนะแข็งแรงขึ้นไปอีกว่า “นี่แหละ ตัวแทนยูโดญี่ปุ่นยุคใหม่จริง ๆ”
สามแชมป์นี้ประกอบกับชัยชนะในรายการ Grand Slam, Grand Prix และ World Masters อีกจำนวนมาก ทำให้หลายสำนักข่าว และสหพันธ์ต่าง ๆ เริ่มเรียกเขาว่า “หนึ่งในจูโดกะรุ่นเบาที่เก่งที่สุดตลอดกาล” ไม่ใช่แค่ของญี่ปุ่น แต่รวมถึงระดับโลกด้วย
สไตล์ Ippon Judo: ยูโดแบบตำราเดินได้
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ ประวัติ โชเฮ โอโนะ ถูกพูดถึงเยอะ ไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญหรือสถิติ แต่คือ “วิธีที่เขาชนะ”
เน้นอิปป้งมากกว่าชนะด้วยแต้ม
ในยุคที่ยูโดหลายแมตช์จบลงด้วยการนับชิโดะ (ใบเตือน) หรือชนะด้วยวาซะ-อะริแบบเบา ๆ โอโนะกลับเดินคนละทาง เขาเน้นการใช้ท่าทุ่มแบบเต็ม ๆ เช่น uchi-mata, osoto-gari, harai-goshi ให้ได้อิปป้งจบเกมแบบชัดเจน จนสื่อและแฟนยูโดเรียกสไตล์ของเขาว่า ippon judo
ถ้าดูสถิติจากหลายแหล่ง จะพบว่าชัยชนะของเขาจำนวนมากมาจากอิปป้งในสัดส่วนสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับระดับท็อปคนอื่น ๆ ในรุ่นเดียวกัน
เทคนิคหลัก: Uchi-mata และ Osoto-gari
- Uchi-mata (ท่ากวาดต้นขาด้านใน)
ท่าประจำตัวของโอโนะที่หลายคนจำได้ ภาพที่คุ้นเคยคือเขาดึงคู่ต่อสู้ขึ้น แล้วเหวี่ยงช่วงล่างของอีกฝ่ายลอยขึ้นก่อนทิ้งลงบนเสื่ออย่างเต็มแผ่นหลัง - Osoto-gari (ท่ากวาดขาใหญ่ด้านนอก)
อีกท่าที่เขาใช้ได้สวยมาก เป็นการตัดสมดุลคู่ต่อสู้ไปข้างหลังพร้อมกับกวาดขาด้านนอก ทำให้คนล้มลงแบบเต็มหลังเช่นกัน
ความพิเศษคือเขาไม่ได้ใช้สองท่านี้แบบทื่อ ๆ แต่ผสมกับการเคลื่อนเท้า การเปลี่ยน grip และจังหวะการดึงที่ละเอียดมาก ทำให้คู่ต่อสู้เดาทางยากว่าจะโดน uchi-mata หรือ osoto-gari หรือจะโดนเปลี่ยนท่าเอาตอนจังหวะสุดท้าย
ความ “ดื้อ” แบบคนรักยูโดแท้ ๆ
หลายคนเล่าว่า โอโนะเป็นคนที่ค่อนข้างยึดถืออุดมการณ์เรื่อง “ยูโดต้องงดงาม” พอสมควร เขาไม่ชอบเล่นเอาแต้มด้วยการถอยหนีหรือดันเฉย ๆ แต่ชอบเปิดเกมหาโอกาสทุ่มแบบเต็ม ๆ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ตัวเองเสี่ยงมากขึ้นด้วย
แต่เพราะแบบนี้แหละ แฟนยูโดทั่วโลกถึงรักเขา – เพราะทุกครั้งที่เขาลงแข่ง เรารู้ว่าเขาจะพยายามหาจังหวะ “ทุ่มสวย ๆ” ให้ดู ไม่ใช่แค่เอาชนะอย่างเดียว
เส้นทางโอลิมปิก: จากริโอ 2016 ถึงโตเกียว 2020
ผลงานในโอลิมปิกคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของประวัติ โชเฮ โอโนะ
ริโอ เด จาเนโร 2016 – ทองแรกที่งดงามมากกว่าคำว่าแชมป์
โอโนะแจ้งเกิดเต็มตัวในสายตาผู้ชมทั่วโลกด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในรุ่น -73 กก. ที่ริโอ เด จาเนโร ปี 2016 เขาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนด้วยสไตล์ที่เน้นอิปป้งและการคุมเกมแบบสบาย ๆ โดยรอบชิงเอาชนะ Rustam Orujov ด้วยยูโดที่ “สะอาดตา” จนหลายสำนักพาดหัวว่า
“นี่คือทองที่สวยงามแบบที่ยูโดอยากให้เป็น”
ชัยชนะครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ของญี่ปุ่นทันที เพราะในยุคนั้นแฟนยูโดเริ่มกังวลว่ายูโดกำลังจะกลายเป็น “เกมเก็บแต้ม” มากเกินไป แต่โอโนะก็ออกมาพร้อมโชว์ว่าการเล่นเพื่ออิปป้งยังมีที่ยืนบนเวทีโอลิมปิก
โตเกียว 2020 – การป้องกันแชมป์บนแผ่นดินเกิด
โตเกียว 2020 (จัดจริงปี 2021) คือเวทีที่กดดันที่สุดในชีวิตของเขา เพราะ
- จัดที่ Nippon Budokan บ้านของยูโด
- ทั้งประเทศคาดหวังว่าเขาจะต้องป้องกันแชมป์ให้ได้
- เป็นโอลิมปิกในบ้านที่ถูกเลื่อนเพราะโควิด คนทั้งโลกจับตามองญี่ปุ่นอยู่แล้ว
แม้ความกดดันจะสูง แต่โอโนะก็ยังผ่านคู่ต่อสู้ทีละคนจนมาถึงรอบชิงและเอาชนะ Lasha Shavdatuashvili จากจอร์เจียในช่วงโกลเดนสกอร์ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกสมัยที่สอง ติดต่อกันในรุ่น -73 กก.
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นชายคนแรกในรุ่น -73 กก. ที่ป้องกันแชมป์โอลิมปิกได้สองสมัยติด และยิ่งตอกย้ำสถานะ “ตำนานยุคใหม่” ของยูโดญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์
สถิติที่โหดแบบเงียบ ๆ
ถ้าเปิดดูสถิติโดยรวมในอาชีพของเขา จะเห็นภาพที่น่าทึ่งมาก
- ชนะมากกว่า 100 แมตช์ในระดับนานาชาติ
- อัตราชนะโดยรวมสูงกว่า 90%
- ส่วนใหญ่เป็นการชนะด้วยอิปป้ง ไม่ใช่ชนะจากแต้มเล็ก ๆ น้อย ๆ
ตั้งแต่ปลายปี 2014 จนถึงโอลิมปิกโตเกียว 2020 เขาแทบไม่แพ้ใครเลยในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ และมักถูกจัดเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งเสมอ เวลาสายจับคู่ทัวร์นาเมนต์ออกมาแล้วคนเห็นชื่อ “ONO Shohei” อยู่ข้างบนสุด หลายคนก็มักจะเดาได้ตั้งแต่ต้นว่ารอบชิงน่าจะมีชื่อเขาโผล่อยู่แน่ ๆ
ชีวิตนอกเสื่อ: คนเงียบ ๆ ที่พูดผ่านยูโด
โอโนะไม่ได้เป็นนักกีฬาที่พูดเยอะในสื่อ เขามักให้สัมภาษณ์แบบสั้น ๆ สุภาพ และไม่ค่อยเล่นกับกล้องมากเท่าไร ภาพลักษณ์ที่ออกมาจึงดูเป็น “คนเงียบที่จริงจังกับงาน” ซึ่งไปกันได้ดีกับสไตล์ยูโดแบบดั้งเดิมที่เขายึดถือ
หลังจากคว้าทองโอลิมปิกสมัยที่สองและแชมป์โลกสมัยที่สาม เขาเริ่มลดจำนวนการลงแข่งลงมาก และหันไปให้เวลากับ
- การสอนและจัดคลินิกยูโดทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ
- การทำงานร่วมกับสมาคมยูโดเพื่อพัฒนาระบบโค้ชและเยาวชน
- การเขียนและพูดถึง “อุดมคติของยูโดที่เขาอยากให้คนรุ่นใหม่เห็น”
ปี 2022 มีการประกาศว่าเขาเตรียมเปลี่ยนบทบาทจากนักกีฬาทีมชาติสู่สายโค้ชอย่างเต็มตัว และค่อย ๆ ถอยจากการแข่งระดับโลกระยะยาว แม้จะยังลงมามีส่วนร่วมในบางอีเวนต์ แต่โฟกัสหลักของเขาก็คือการส่งต่อประสบการณ์ให้คนรุ่นต่อไป
ตารางสรุปผลงานเด่นของ โชเฮ โอโนะ
| หมวด | รายละเอียดผลงานสำคัญของ โชเฮ โอโนะ |
|---|---|
| วันเกิด | 3 กุมภาพันธ์ 1992 จังหวัดยามากุจิ ประเทศญี่ปุ่น |
| รุ่นแข่งขันหลัก | -73 กก. ทีมชาติญี่ปุ่น |
| แชมป์โลก | 3 สมัย – 2013 (ริโอ), 2015 (อัสตานา), 2019 (โตเกียว) |
| แชมป์โลกเยาวชน | เหรียญทอง World Junior Championships 2011 รุ่น -73 กก. |
| เหรียญโอลิมปิก | ทองโอลิมปิก 2 สมัย – ริโอ 2016, โตเกียว 2020 (รุ่น -73 กก.) |
| สไตล์เด่น | Ippon judo, เน้น uchi-mata และ osoto-gari |
| จุดเด่นด้านเมนทัล | ใจนิ่ง เล่นเพื่อชัยชนะที่ “สวยงาม” มากกว่าชนะแบบเอาตัวรอด |
| บทบาทหลังแข่ง | โค้ช, วิทยากร, ผู้เผยแพร่แนวคิดยูโดเชิงดั้งเดิมสู่คนรุ่นใหม่ |
Ippon Judo ในมุมแฟนกีฬา: ทำไมคนถึงรักโอโนะขนาดนี้
ลองมองจากมุมคนดู ถ้าเราเปิดไลฟ์หรือไฮไลต์ยูโดแล้วเห็นธงญี่ปุ่นกับชื่อ “ONO Shohei” ขึ้นบนจอ สิ่งที่เราคาดหวังจะเห็นคืออะไร?
- การยืนที่นิ่งและคุมจังหวะเกมแบบไม่รีบร้อน
- จังหวะดึงเสื้อแล้วหมุนเข้า uchi-mata แบบเฉียบ ๆ
- หรือไม่ก็จังหวะตัดขา osoto-gari ที่อีกฝ่ายแทบไม่มีโอกาสตั้งตัว
นี่คือภาพที่แฟนยูโดหลายคนคุ้นเคย เวลาเขาขึ้นเสื่อมันเหมือนดู “ยูโดเวอร์ชันอุดมคติ” ที่เน้นความงามของการทุ่มเต็ม ๆ มากกว่าคำนวณชิโดะหรือแต้มยิบย่อย
ในยุคที่แฟนกีฬาเองก็เริ่มจริงจังเรื่องการวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตามสถิติยูโด การดูความน่าจะเป็นของคู่ต่อสู้ หรือแม้แต่การเข้าไปดูข้อมูลทีม–อัตราต่อรองในกีฬาประเภทอื่นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสไตล์เดียวกับการล็อกอินเข้าเมนู สมัคร UFABET เพื่อเช็กโปรและตัวเลือกต่าง ๆ รูปแบบ “เล่นให้ชัด เล่นให้สวย” ของโอโนะ ก็ยิ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนอยากกลับมามองยูโดในมุมของ “ศิลปะ” มากกว่าแค่ “เกมเพื่อชนะ”
FAQ – คำถามที่มักเจอเวลาเล่าเรื่อง โชเฮ โอโนะ
ถาม: โชเฮ โอโนะถือเป็น GOAT ของรุ่น -73 กก. ไหม?
ตอบ: คำว่า “GOAT” ขึ้นกับมุมมอง แต่ถ้าดูผลงานดิบ ๆ – 2 ทองโอลิมปิก, 3 แชมป์โลก, ช่วงไร้พ่ายหลายปี และสไตล์ ippon judo ที่ชัดเจน – เขาถูกจัดอยู่ในระดับท็อปสุดของประวัติศาสตร์รุ่น -73 กก. แทบทุกโพล ไม่ว่าจะจากสื่อกีฬา หรือคนในวงการยูโดเอง
ถาม: จุดแข็งจริง ๆ ของโอโนะคืออะไร ระหว่างเทคนิคกับเมนทัล?
ตอบ: ต้องบอกว่าทั้งสองอย่างไปด้วยกัน เขามีเทคนิคที่สะอาดมาก Uchi-mata และ osoto-gari ของเขาแทบจะกลายเป็นคลิปสอนในตัว แต่ว่าถ้าไม่มีเมนทัลที่นิ่งพอ การจะเล่นสไตล์ “เปิดหน้าแลกเพื่อหาอิปป้ง” ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะเสี่ยงโดนสวนสูงมาก
ถาม: ทำไมบางปีเราไม่เห็นชื่อเขาในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ?
ตอบ: หลังจากคว้าแชมป์โลกและทองโอลิมปิกหลายสมัย เขาเริ่มเลือกลงแข่งน้อยลง เพื่อรักษาสภาพร่างกายและเตรียมตัวสำหรับรายการสำคัญจริง ๆ เช่น โอลิมปิก หรือชิงแชมป์โลก บวกกับช่วงท้ายอาชีพที่เขาเริ่มโฟกัสงานโค้ชและกิจกรรมเพื่อการศึกษา ทำให้ชื่อของเขาโผล่ในสังเวียนถี่น้อยลง แต่ทุกครั้งที่ลงก็ยังถูกจับตาเสมอ
ถาม: เขาวางมือจากการแข่งไปจริง ๆ แล้วหรือยัง?
ตอบ: ณ ช่วงปลายปี 2022–2023 มีการรายงานว่าเขาประกาศโฟกัสสายโค้ชและการสอนเต็มตัว มากกว่าการลงแข่งในฐานะนักกีฬาอาชีพ แม้ในอนาคตอาจมีโอกาสเห็นเขาลงโชว์ตัวในบางรายการ แต่แกนหลักของชีวิตเขาตอนนี้คือการถ่ายทอดความรู้ยูโดให้คนรุ่นใหม่มากกว่า
ถาม: ถ้าเพิ่งเริ่มเล่นยูโด ควรดูแมตช์ของโอโนะเพื่อศึกษาไหม หรือมันโหดเกิน?
ตอบ: ควรดูมาก ๆ แต่ต้องดูแบบ “แบ่งส่วน” – แยกดูท่าทางเท้า การจับเสื้อ และจังหวะเข้า ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เหมือนเขาทั้งหมด เพราะระดับนั้นคือท็อปของโลกแล้ว แต่การดูแมตช์ของเขาซ้ำ ๆ จะช่วยให้เราเห็น “ภาพของยูโดที่ครบทั้งความสวยและประสิทธิภาพ” ได้ดีมาก
ประวัติ โชเฮ โอโนะ กับภาพของยูโดที่ทั้งงดงามและเด็ดขาดในคนคนเดียว
เมื่อมองย้อนกลับไปที่เส้นทางทั้งหมดของเขา ประวัติ โชเฮ โอโนะ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเหรียญทองหรือจำนวนแชมป์ แต่คือเรื่องของคนหนึ่งที่ดึง “จิตวิญญาณเดิมของยูโด” กลับมาให้คนทั้งโลกเห็นอีกครั้ง ผ่านสไตล์ ippon judo ที่สวยงาม ชัดเจน และซื่อตรงต่อหลักการดั้งเดิมของศิลปะการต่อสู้แบบญี่ปุ่น
จากเด็กหนุ่มในยามากุจิที่หลงรักยูโด กลายเป็นแชมป์โลก 3 สมัย แชมป์โอลิมปิก 2 สมัย และตัวแทนของยูโดยุคใหม่ที่เล่นเพื่อทั้งชัยชนะและความงดงามไปพร้อมกัน พอถึงวันที่เขาเริ่มถอยออกจากเสื่อแล้วหันสู่บทบาทโค้ช ภาพของเขาที่หมุนตัวเข้า uchi-mata หรือดึงคู่ต่อสู้แล้วตัดขาด้วย osoto-gari ก็ยังอยู่ในหัวแฟนยูโดทั่วโลกเสมอ
สำหรับเราในฐานะแฟนกีฬา ไม่ว่าเราจะใช้เวลาว่างดูไฮไลต์ยูโด นั่งวิเคราะห์สถิติบอลก่อนลุ้นผลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือเข้าไปสำรวจเมนู–โปรโมชันในเว็บสายสปอร์ตอย่าง ยูฟ่าเบท เพื่อเติมสีสันให้การเชียร์ สิ่งที่เรื่องของ โชเฮ โอโนะ ฝากไว้ชัดที่สุดคือ
ถ้าจะทำอะไรให้สุดสักอย่าง
อย่าลืมถามตัวเองว่า “เราอยากชนะเฉย ๆ หรืออยากชนะแบบที่ตัวเราเองภูมิใจว่าเล่นได้สวยจริง ๆ”
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เสื่อยูโดกับชีวิตก็ไม่ต่างกันมากนัก – บางวันเราถูกทุ่ม บางวันเราทุ่มคนอื่น แต่ตราบใดที่เรายังลุกขึ้นมาจับเสื้อใหม่ กล้าหา “อิปป้งของตัวเอง” และไม่ทิ้งความงามในแบบที่เราเชื่อ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะเรียกว่าชนะในแบบของตัวเองแล้ว 💙